อัสสัมชัญ-กัลยาณมิตร(AC-Mentor) PDF พิมพ์
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
ดัชนีบทความ
อัสสัมชัญ-กัลยาณมิตร(AC-Mentor)
ความหมาย
ความสำคัญ
อัสสัมชัญกัลยาณมิตร
ทุกหน้า

อัสสัมชัญ – กัลยาณมิตร(AC-Mentor)

เกื้อ  วงศ์บุญสิน*

คำนำ

     มาตรฐานการเรียนรู้ตามมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม เพื่อใช้เป็นจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยแบ่งเป็นสี่ช่วงชั้น กล่าวคือ ช่วงชั้นที่  1 (ป.1-ป.3) ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-ป.6) ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-ม.3) และช่วงชั้นที่ 4(ม.4-ม.6) ทั้งนี้กลุ่มสาระการเรียนรู้  8 กลุ่ม ประกอบด้วย

  1. ภาษาไทย(ต้องมีการสอบวิชานี้ทุกช่วงชั้น)
  2. คณิตศาสตร์(ต้องมีการสอบวิชานี้ทุกช่วงชั้น)
  3. วิทยาศาสตร์
  4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
  5. ภาษาต่างประเทศ(ทั้งนี้มีการทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่  3, 4, และ 5 ดังกล่าวเฉพาะช่วงชั้นที่ 2, 3 และ 4 เท่านั้น)
  6. สุขศึกษาและพลศึกษา
  7. ศิลปะ
  8. การงานอาชีพและเทคโนโลยี

     โครงสร้างหลักสูตรดังกล่าวพิจารณาว่า กลุ่มสาระกลุ่มที่1, 2, 3 และ 4 เป็นสาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลักเพื่อสร้างพื้นฐานการคิด การเรียนรู้และการแก้ปัญหา ในขณะที่กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เหลือ เป็นสาระการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ และศักยภาพพื้นฐานในการคิด และการทำงาน  นอกจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ข้างต้นโรงเรียนยังต้องจัดกิจกรรมที่เสริมสร้างการ เรียนรู้ และการพัฒนาคนตามศักยภาพควบคู่ไปด้วย  การจัดการเรียนการสอนดังกล่าวเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นการเตรียมนักเรียนเพื่อให้ตัวเองมีทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่พร้อม  รวมทั้งเป็นทุนทางสังคม (Social Capital) ที่พรั่งพร้อมให้กับสังคม การเรียนการสอนดังกล่าวมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการประสานร่วมมือที่ดี ระหว่างโรงเรียน ครู/อาจารย์ ผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่าที่มีทุนมนุษย์ และทุนทางสังคมที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นกัลยาณมิตร(Mentor) ซึ่งกันและกันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับนักเรียน


     บทความนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ อัสสัมชัญ-กัลยาณมิตร(AC-Mentor) บนฐานแนวคิดเชิงกัลยาณมิตร  ในการสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ในเรื่องการเรียนการสอน โดยความร่วมมือที่ดีระหว่างโรงเรียน ครู/อาจารย์ ผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่าที่มีทุนมนุษย์ และทุนทางสังคมที่เพียบพร้อม เสริมสร้างความรู้ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยแต่ละฝ่ายมีความเต็มใจที่จะถ่ายทอด และรับการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนทักษะต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน โดยไม่เห็นแก่ตัว  หากแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างแท้จริง เพื่ออำนวยให้นักเรียนอัสสัมชัญได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง และพัฒนาสู่การเป็นนักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนเป็นกัลยาณมิตรแก่ผู้อื่นต่อไป

_________________________________________

*ศาสตราจารย์ ประจำศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และผู้ประสานงานชุดโครงการวิจัยของ สกว. ชุดโครงการ “ทักษะการทำงาน ระยะที่ 2 (การพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อเตรียมแผนรับช่วงระหว่างและช่วงหลังของโอกาสการรับการปันผลทางประชากร อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร)”





ความหมาย


    Mentoring มาจากภาษากรีกที่แปลตรงตัวว่า enduring  เป็นคำที่สื่อความหมายถึงความสัมพันธ์อันยืนนานระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใหญ่   โดยผู้ใหญ่เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เยาว์ โดยการให้การสนับสนุน คำแนะนำปรึกษา ตลอดจนความช่วยเหลือต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เยาว์สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก เผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ และหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้1
 

     ในขณะที่ George Lucas2  กล่าวว่า ผู้ที่เป็น Mentor เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือให้ผู้ที่เริ่มหัดใหม่(Novices) หรือสมาชิกใหม่ในสังคมสามารถเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ (Learning by doing) จากทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่คอยกระตุ้นให้ผู้เริ่มหัดนั้นมีแรงดลใจที่จะบากบั้นอุตสาหะ ซึ่งเป็นลักษณะความสัมพันธ์ที่ George Lucas นั้นได้นำมาใช้ในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ทุกตอนโดยหวังว่าผู้ที่เป็นอาจารย์ทั้งหลายจะได้นำแนวคิดไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงตนเองและผู้อื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรก ๆ ของกระบวนการเรียนการสอนซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญ


     ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น Mentor นั้นมักเป็นคณาจารย์ซึ่งสังกัดโครงการวิจัยหรือห้องปฏิบัติการแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นผู้ที่สามารถพูดคุยสนทนาโต้ตอบกับนักวิจัยใหม่ ๆ ว่าจะมีโครงการใดบ้างที่น่าจะมีการทำวิจัย  เป็นผู้ที่ช่วยให้นักวิจัยรุ่นใหม่เข้าสู่กระบวนการศึกษาวิจัยด้วยตนเองตั้งแต่ขั้นแรกเริ่ม  ช่วยให้นักวิจัยรุ่นใหม่ ได้รับการฝึกฝนเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ที่จำเป็น รวมทั้งช่วยอำนวย

ทรัพยากรต่าง ๆ ให้ในการวิจัยหรือทดลอง ช่วยหาทางออกแก่ปัญหาต่าง ๆ ในระหว่างทำวิจัย ตลอดจนให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความก้าวหน้าของโครงการวิจัย3

ในขณะที่ เกื้อ  วงศ์บุญสิน4 พิจารณาว่า การเป็น Mentor นั้นเป็นกระบวนการทางสังคม(Socialization) ในลักษณะของการแบ่งปันแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้ฉันท์ กัลยาณมิตร ระหว่างปัจเจกชนอย่างน้อย 2 คน ซึ่งใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ทำกิจกรรมสร้างความรู้ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยแต่ละฝ่ายมีความเต็มใจที่จะถ่ายทอดและรับการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนซึ่งความรู้และทักษะต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน โดยไม่เห็นแก่ตัว  หากแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างแท้จริง กระบวนการนี้มีความลึกซึ้งยิ่งกว่าการสอนความรู้ในระดับสมาธิจิต(Explicit Knowledge) ด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร  เนื่องจากกระบวนการที่เรียกว่า Socialization นี้เปิดโอกาสให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความคิดและความรู้สึกของแต่ละฝ่าย พลังของกระบวนการนี้คือ  การที่การแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดประสบการณ์นั้น มีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก และสถานการณ์เฉพาะที่ทำให้ประสบการณ์ความรู้และทักษะต่าง ๆ ที่แบ่งปันแลกเปลี่ยนถ่ายทอดต่อกันนั้นฝังตัวลึกลงเป็นความรู้ในระดับจิตใต้สำนึก (Tacit Knowledge) ไปได้  การที่ปรมาจารย์ทางศิลปะถ่ายทอดวิชาความรู้แก่ศิษย์ที่เฝ้าติดตามตลอดเวลาเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่ง


     เนื่องจากมาตรฐานการเรียนรู้ตามมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่ได้กำหนดมาตราฐานการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม เพื่อใช้เป็นจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์  การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือที่ดีระหว่างโรงเรียน ครู/อาจารย์ ผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่าที่มีทุนมนุษย์ และทุนทางสังคมที่เพียบพร้อม เสริมสร้างความรู้ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยแต่ละฝ่ายมีความเต็มใจที่จะถ่ายทอด และรับการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนความรู้ตลอดจนทักษะต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน ในลักษณะที่เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน

__________________________________

1 Office of Research Education Consumer Guide, Number 7,October 1993.

http://www.ed.gov/pubs/OR/ConsumerGuides/mentor.html

2 George Lucas “The Meaning of Mentoring” Edutopia, Fall 1999 www.glef.org

3 “Finding a mentor” http://www.wise.edu/cbe/research/findment.html

4 เกื้อ  วงศ์บุญสิน, “การสร้างความรู้.” จุฬาลงกาณ์วารสาร 14,55(เมษายน-มิถุนายน 2545):5-11



ความสำคัญของกัลยาณมิตร

กาลิเลโอ กล่าวว่า “ไม่มีใครสอนใครได้ อย่างมากที่ทำได้คือช่วยให้เขาค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง”5

คำกล่าวดังกล่าวสอดคล้องกับที่พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุต โต)6 กล่าวไว้ว่า

"ในทางพุทธศาสนาท่านสอนหลักการสำคัญในการศึกษาของมนุษย์ว่า ก่อนที่มนุษย์จะมีกชีวิตที่ดีงาม หรือจะเริ่มต้นพัฒนาตัวเองได้ดีนั้น มีองค์ประกอบ 2 อย่างมานำมาช่วย คือ องค์ประกอบภายนอก กับองค์ประกอบภายใน  องค์ประกอบภายนอกเรียกว่า ปร โต โฆษะ แปลว่า เสียงจากผู้อื่น คือ อิทธิพลจากภายนอก...ปร โต โฆษะอย่างนี้ก็กลายเป็นกัลยาณมิตร...กัลยาณมิตรเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะเกื้อหนุนให้คนมีชีวิตที่ดีงาม โดยเข้ามาช่วยหนุนการศึกษา  ท่านเรียกว่าเป็นปัจจัยแห่งสัมมาทิฐิ คือช่วยชักนำให้เกิดความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ทำให้รู้เข้าใจความจริงและรู้คุณค่าของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เข้าไปสัมพันธ์...กัลยาณมิตรมีหน้าที่นี้ จึงเป็นผู้ชักนำในกระบวนการศึกษาทั้งหมด อีกด้านหนึ่งคือปัจจัยำภายใน ได้แก่ โยนิโสมนสิการ หมายถึงการรู้จักคิดพิจารณาด้วยตนเอง การรู้จักคิดพิจารณาด้วยตนเอง การรู้จักใช้ปัญญา คิดเองเป็น...ไม่ต้องอาศัยกัลยาณมิตร แต่สำหรับคนทั้วไปจะต้องมาเข้าคู่กัน กล่าวคือ...องค์ประกอบภายนอกเป็นปัจจัยทางสังคม ได้แก่กัลยาณมิตร และองค์ประกอบภายในเป็นปัจจัยส่วนตัว ได้แก่ โยนิโสมนสิการ”


     ดังนั้น ความสำคัญของกัลยาณมิตร หรือกลุ่มพี่เลี้ยง เช่นกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มนักธุรกิจที่อาจเป็นศิษย์เก่า หรือเป็นผู้ปกครองนักเรียนปัจจุบันจะเป็นแรงสำคัญที่ช่วยสนับสนุนโรงเรียน ครูอาจารย์ นักเรียนในแต่ละช่วงชั้นที่ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยต่อไป เพื่อรองรับแนวทางการเรียนการสอนยุคใหม่ที่เน้นการสอน(Didactics) มากกว่าเน้นหลักสูตร(Curriculum) ตามตารางต่อไปนี้



Curriculum

Didactics: instructive especially excessively

Result-oriented

Process-oriented

Capacities/Skills

Capabilities/competences

Summative assessment-tests/examines

Formative assessment-dialogue/feed back

Conceptualized

Contextualized

Transparency

Dynamics and flexibility

Explicit expectations to teachers and students

Learning is made meaningful to the students

Measurable outcomes

Focus on personal development

Feed-back mechanisms, quality assurance and governance are legitimized by the concept

Room for teacher’s professionalism

Lack of dynamics and flexibility

Diversity in the quality of teaching

Content gets obsolete

No motivation in training of basic skills

Rigid and instrumental learning

Low expectations underachievement

Teacher’s responsibility limited to instruction

Lack of evidence

Focus on the elite tend to leave disadvantaged students behind-high drop-out rate

Focus on the weak learner tend to ignore the needs of the most talented students

Hard facts are needed to identify your problem but-

Soft facts are needed to find the solution but-

What  you measure is what you get- So you should be careful to measure what you want!

Without data you’re just a person with another opinion!


ที่มา: Jorn Skovsgaard, 2005. The Story behind the ASEM LLL Initiative, Paper presented at the international conference on The Asia-Europe Education and research hub for lifelong learning, Copenhagen-Denmark, 1-4 May 24, 2005

_________________________________

5 พ่อรวยสอนลูก#2 : เงินสี่ด้าน หน้า 155 เรียบเรียงโดย นันทวัน รุจิวงศ์ และวิเชียร เลิศกิจการ จาก Kiyosaki, Robert T. and Sharon L. Lechter. Rich Dad’s Cash flow Quadrant. New York: Warner Books, Inc. 1999.

6 พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุต โต). พุทธธรรมกับปรัชญาการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,2539. หน้า60-61.



อัสสัมชัญ-กัลยาณมิตร

     ในที่นี้จะแบ่งกลุ่มอัสสัมชัญ-กัลยาณมิตร เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่พร้อมจะสนับสนุนความรู้(Suppliers of knowledge)  และ กลุ่มที่ต้องการความรู้ (Demand for knowledge) โดยกลุ่มที่พร้อมจะสนับสนุนความรู้ หากเป็นศิษย์เก่าหรือผู้ปกครอง ก็จะเป็นกลุ่มที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือด้านความรู้ และด้านเงินทุน  ทั้งนี้อาจแบ่งกลุ่มสนับสนุนดังกล่าวแยกเป็น 5  กลุ่มสาระการเรียนรู้ กล่าวคือสาระภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษาฯ และภาษาต่างประเทศ โดยอาจเพิ่มอีกกลุ่มคือ การงานอาชีพ ที่ครอบคลุมถึงการกีฬา ศิลปะ และ ดนตรี เป็นต้น ทั้งนี้กลุ่มสนับสนุนนี้อาจรวมนักเรียนช่วงชั้นสูงกว่า เช่นนักเรียนช่วงชั้นที่ 4 ที่อาจดูแลช่วงชั้นที่ 3, 2, และช่วงที่ 1 ได้


ทั้งนี้อาจนำแนวคิดของ Collison และ Parcell 7 มาปรับเป็นตารางและรูปต่อไปนี้เพื่อพิจารณากลุ่มต่าง ๆ ดังนี้


    1. กลุ่มผู้ปกครอง ศิษย์เก่า กรรมการสมาคม ซึ่งในที่นี้เรียกว่ากลุ่ม (ก) เป็นกลุ่มที่ในปัจจุบัน (Current) มี ผลการประเมินคุณวุฒิ (Assessment หรือ Performance Score) อยู่ที่ระดับ 5 (ค่าตามแกนตั้งของรูป) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ได้มีการตั้งเป้าไว้(Target)  กล่าวคือเป็นกลุ่มที่พร้อมให้ความสนับสนุนทั้งด้านการเงิน ประสบการณ์ทำงาน  ประสบการณ์ด้านวิชาการ ดังนั้น กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีค่าผลต่างระหว่างระดับคุณวุฒิเป้าหมายกับคุณวุฒิปัจจุบัน (Target minus current level) เท่ากับศูนย์ (ค่าตามแกนนอนของรูป) หรือเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องปรับปรุงอะไร ยกเว้นว่าในอนาคตค่าการประเมินคุณวุฒิในปัจจุบัน (Current) จะต่ำกว่าค่าคุณวุฒิเป้าหมาย(Target) กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่พร้อมจะสนับสนุนความรู้ (Suppliers of knowledge)

กลุ่มผู้ปกครอง ศิษย์เก่า

กรรมการสมาคม (ก)

ช่วงชั้นที่ 4 (ม.4-6)

(ข)

ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3)

(ค)

ช่วงชั้นที่ 1 และ 2 (ป.1-6)

(ง)

Current

Target

Current

Target

Current

Target

Current

Target

5

5

4

5

2

3

1

3

____________________________

7 Chris Collison and Geoff Parcell. Learning to Fly. West Sussex: Capstone Publishing Limited(a Wiley  company.)2004,p.87.